วันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
รองเท้าไร้ส้น
มันเปิดตัวสู่โลกเป็นครั้งแรกในงานเดินแบบของแบรนด์ Antonio Berardi เมื่อปี 2007 และเป็นที่ฮือฮามากมายอีกครั้ง เมื่อวิคตอเรีย เบคแฮม ได้สวมใส่มันในปี 2008 ดีไซเนอร์ชาวอิตาเลียนผู้ออกแบบรองเท้าไร้ส้นเป็นคนแรกกล่าวว่า หากคิดว่ารองเท้าคู่นี้จะทำให้เจ็บเท้าล่ะก็ ผิดถนัดเลย เหล่านางแบบที่เข้ามาลองสวมเพื่อซ้อมเดินแบบแม้จะรู้สึกแปลก ๆ กับมันในตอนแรก แต่สุดท้ายก็บอกว่าใส่มันเดินได้สบาย ๆ ไม่ต่างอะไรกับรองเท้าทั่ว ๆ ไป มันรักษาสมดุลของร่างกายได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ดี แพทย์ได้เตือนว่ามันอาจทำร้ายเท้า หัวเข่า และกระดูกสันหลังได้ หากว่าใส่อย่างต่อเนื่องเป็นประจำ
พาดูกัส รองเท้าแตะของชาวอินเดีย (อินเดีย, ช่วงปี 1700's)
พาดูกัส นับเป็นรองเท้าที่เก่าแก่ที่สุดของชาวอินเดีย มันมีเพียงส่วนที่เป็นพื้นรองเท้ากับตุ่มที่โผล่ออกมาให้ใช้นิ้วหัวแม่เท้า และนิ้วชี้หนีบยึดเอาไว้เท่านั้น นอกจากพาดูกัสแบบธรรมดาแล้ว ยังมีพาดูกัสแบบหนามสำหรับผู้มีรสนิยมชอบทรมานตนเอง หรือเป็นพวกมาโซคิสม์ด้วย ผู้ที่เป็นมาโซคิสม์บางรายชอบความรู้สึกทิ่มแทงจากหนามแหลม โดยหลังจากที่ร่างกายถูกทรมานจากปลายหนามราว 20-40 นาที กลไกของร่างกายจะสั่งให้หลั่งสารเคมีระงับความเจ็บปวดชนิดหนึ่งออกมา ทำให้เกิดความรู้สึกชา เคลิ้ม และเหมือนตกอยู่ในภวังค์ บ้างก็เทียบว่าเป็นความรู้สึกเหมือนไปถึงจุดสุดยอดเลยทีเดียว แม้จะทำให้เกิดความรู้สึกเช่นนี้ รองเท้าพาดูกัสหนามกลับถูกสวมใส่โดยนักบวชชาวฮินดู หรือผู้บำเพ็ญเพียรทรมานร่างกายตนเอง
รองเท้าเจ้าสาวหัวแหลมทำจากไม้ (ฝรั่งเศส, ยุคปลายศตวรรษที่ 19)
รองเท้าเจ้าสาวทำจากไม้คู่นี้มีต้นกำเนิดมาจากแถบหุบเขา Bethmale ทางตอนใต้ของเมือง Saint Girons ในเขต Ariege ของประเทศฝรั่งเศส ย้อนกลับไปเมื่อสมัยศตวรรษที่ 9 ชาวบ้านเมืองนี้ต่อสู้ชนะกลุ่มแขกมัวร์ผู้มาลักเอาตัวผู้หญิงในหมู่บ้านไป เพื่อเป็นการฉลองชัยชนะจึงได้ควักหัวใจของศัตรูออกมาปักที่ปลายแหลมของยอด รองเท้าที่ทำจากไม้วอลนัท ซึ่งรองเท้าหนึ่งข้างจะทำมาจากไม้วอลนัทชิ้นเดียวกันทั้งหมด ภายหลังจึงมีการดัดต้นวอลนัทให้เป็นรูปร่างโค้งงอตามที่ต้องการเพื่อให้นำมา ทำรองเท้าได้ง่ายขึ้น และชายหนุ่มก็จะมอบรองเท้าคู่นี้ให้แก่หญิงสาวของเขา โดยเชื่อว่ายิ่งปลายยอดของรองเท้าแหลมมากเท่าไร ก็แสดงถึงความรักที่ชายผู้นั้นมอบให้มากเท่านั้น
บัลเลต์บูท (1980's-ปัจจุบัน)
รองเท้าที่ผสมผสานระหว่างรองเท้าบัลเลต์กับรองเท้าส้นสูงเข้าไป ได้ออกมาเป็น บัลเลต์บูท หน้าตาแปลก ๆ เดิมทีแฟชั่นนี้จำกัดอยู่ในกลุ่มแคบ ๆ ของคนที่หลงใหลรองเท้าหน้าตาประหลาด แต่แล้วมันกลายเป็นรองเท้าแฟชั่นหวือหวาไปในช่วงปี 1980's เมื่อใส่แล้วปลายเท้าจะเหยียดตรงแน่วราวกับกำลังเต้นระบำบัลเลต์อยู่ อย่างไรก็ดีมันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการสวมใส่เป็นเวลานาน ๆ เป็นแค่รองเท้าเอาไว้ใส่เก๋ ๆ ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นเอง
รองเท้ากลีบบัว (จีน, ศตวรรษที่ 10-ปี 2009)
รองเท้ากลีบบัวมีต้นกำเนิดจากประเทศจีนในช่วงยุคศตวรรษที่ 10 จวบจนถึงราวปี 2009 นี้ มันเป็นรองเท้าคู่เล็กกระจิริดเสียจนนึกไม่ถึงว่าจะสามารถใส่เท้าของคนเข้า ไปได้จริง ๆ แต่สิ่งนั้นก็เกิดขึ้นมาแล้วพร้อม ๆ กับวัฒนธรรมการรัดเท้าของชาวจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น ที่เชื่อว่าเท้าที่รัดเป็นรูปดอกบัวจะบ่งบอกถึงอนาคตที่ดีของลูกสาว อย่างการได้แต่งงานออกเรือนไปกับชายที่มีฐานะดี
ส่วนโรงงานผลิตรองเท้ากลีบบัวแห่งสุดท้ายในจีน คือโรงงานรองเท้าจื้อเฉียง ที่เปิดโรงงานในปี 1991 ผลิตรองเท้าเพื่อขายให้กับหญิงที่เคยรัดเท้ามาแต่เด็ก ๆ และเติบโตมาพร้อมเท้ากลีบบัว แต่แล้วก็ได้สั่งยกเลิกไลน์การผลิตรองเท้ากลีบบัวไปเมื่อปี 2009 นี้เอง อย่างไรก็ดีที่นี่ยังคงรับผลิตรองเท้ากลีบบัวตามออร์เดอร์เฉพาะที่สั่งเข้า มาอยู่
Panniers :: กระโปรงทรงสุ่มไก่
Panniers หรือ กระโปรงสุ่มไก่ เป็นที่นิยมในช่วงศตวรรษที่ 18 โดยเริ่มจากชนชั้นสูงในวังที่ชอบใส่กระโปรงสุ่มแบบใหญ่ๆ โดยเฉพาะชุดกระโปรงของพระนางมารี อองตัวเนต (ตามภาพด้านบน) ซึ่งกระโปรงมีความกว้างมาก จนไม่สามารถนั่งเก้าอี้ธรรมดาได้
กระโปรงแบบนี้ทำให้ชีวิตของผู้หญิงในสมัยนั้นลำบากกันมาก เพราะขนาดที่ใหญ่มากทำให้บางครั้งเข้า ออก ประตูไม่ได้ เวลาเข้าโรงหนังหรือโรงละครโอเปร่าก็ต้องจ่ายเงินซื้อตั๋วที่นั่งด้านข้าง ซ้าย ขวา เพิ่ม ถึงจะสามารถนั่งได้ นอกจากนั้น กระโปรงแบบนี้ยังอันตรายมากอีกด้วย เพราะชายกระโปรงมักจะติดไฟเมื่อเข้าใกล้เตาผิง หรือเทียนโดยคนใส่ไม่รู้ตัว รวมถึงกระโปรงทรงนี้เมื่อถูกลมพัดแรงๆ แล้ว ยังทำหน้าที่เป็นเหมือนร่มชูชีพอย่างดี ทำให้คนใส่ลอยละลิ่ว ถึงกับมีเรื่องเล่าว่า มีผู้หญิงที่ถูกพัดตกหน้าผาเพราะใส่กระโปรงแบบนี้มาแล้ว
Big Wigs :: วิกผมใหญ่ๆ
เทรนนี้เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 17 เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 พระราชาแห่งฝรั่งเศสในตอนนั้น เริ่มมีอาการศีรษะล้าน ซึ่งในตอนนั้นถือเป็นเรื่องน่าอับอายมาก พระองค์จึงเริ่มสวมใส่วิกผมลอนขนาดใหญ่เพื่อปกปิดศีรษะไว้ เมื่อเห็นดังนั้น พวกขุนนาง ข้าราชบริพารในวังก็เริ่มสวมใส่วิกตาม ด้วยความที่สมัยนั้นวิกเป็นของที่มีราคาแพงมาก และการดูแลรักษาก็ยุ่งยาก ทำให้มันเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าผู้สวมใส่คือผู้มีอันจะกินที่มีสถานะทางสังคมสูง เทรนนี้ดำเนินไปเป็นเวลาประมาณ 150 ปี
หลังจากนั้น ช่วงศตวรรษที่ 18 ก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส เทรนนี้ก็กลับมาได้รับความนิยมอีก โดยผู้หญิงในยุคนั้นจะสวมวิกขนาดใหญ่ ซึ่งสูงได้ถึง 2 ฟุต ประดับด้วยเครื่องประดับผมอันเล็กๆ ผู้ที่นำเทรนที่สุดในยุตนั้น ก็คือพระนางมารี อองตัวเนต ซึ่งมักจะสวมวิกใหญ่โต อลังการกว่าใครเพื่อน วิกเหล่านี้มักจะถูกสวมใส่ตลอดเวลาเป็นเวลานานๆ โดยไม่มีการสระ หรือหวีเลย ทำให้กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์พวกเห็บ เหา ต่างๆ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






